ทำเนียบปริญญากิตติมศักดิ์

นายสุรเดช พหลโยธิน

ครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์
สาขาวิชาเทคโนโลยีการเรียนรู้และสื่อสารมวลชน

นายสุรเดช พหลโยธิน หรือที่ทุกคนชอบเรียกว่า “ครูเดช” ปัจจุบันอายุ 60 ปี สำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2526 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ประสานงานโครงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในโรงเรียนชนบท (Science in Rural School : SiRS) พื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน และอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ให้กับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมถึงเป็นผู้ประสานงานโครงการมหาวิทยาลัยกับชุมชนและสังคม ให้กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยไม่รับค่าตอบแทน

ในปี พ.ศ. 2520 “ครูเดช” เริ่มต้นรับราชการครู พ.ศ. 2531 สอบบรรจุเป็นผู้ช่วยอำนวยการโรงเรียน พ.ศ. 2537 ผู้ช่วยผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัด พ.ศ. 2546 รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แม่ฮ่องสอน เขต 2 พ.ศ. 2549 ประธานคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำเขตพื้นที่การศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแม่ฮ่องสอน เขต 2 และขอเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดเมื่ออายุได้ 50 ปี ในปี พ.ศ. 2547 ถึงแม้จะออกจากราชการแล้ว “ครูเดช” ยังคงตั้งใจมุ่งมั่นในการดำเนินชีวิตเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับบุคคลรอบข้าง ยังคงทำงานเพื่อรับใช้สังคมอย่างต่อเนื่องจนถึงแจจุบัน โดยใช้ความรู้ความสามารถที่ตนเองถนัดทั้ง ในเรื่องของพลังงานสะอาด ไฟฟ้า การเกษตร เทคโนโลยีสารสนเทศ และเทคนิคการสอน มีผลงานโดยสรุปในด้านต่างๆ ดังนี้

ด้านการศึกษา ในปี พ.ศ. 2538 เริ่มโครงการ SiRS และโครงการไอทีหลังเขา ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อสนับสนุนแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดย สวทช. ไบโอเทค ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และมจธ. “ครูเดช” ในฐานะที่ดูแลรับผิดชอบโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดแม่ฮ่องสอน 13 โรงเรียน เป็นผู้มีบทบาทหลักในการสนับสนุนผลักดันและทุ่มเททั้งการ ให้นโยบาย สั่งการ กำกับ ติดตาม ประสานงาน สร้างและพัฒนาความร่วมมือในระดับผู้บริหารโรงเรียน และครูในระดับปฏิบัติการ ให้เกิดการระดมสมอง เป็นแผนยุทธศาสตร์ทั้งโครงการ SiRS และโครงการไอทีหลังเขา

– โครงการ SiRS มีการพัฒนาศักยภาพครูและนักเรียนด้านกระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ จากภูมิปัญญาและทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นผ่านโครงการวิทยาศาสตร์ที่มีการค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม มีการทดลอง และ เก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทำให้นักเรียนได้รับความรู้ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงจำนวนหนึ่ง เช่น สมุนไพรเพื่อสุขภาพและการไล่แมลง สีจากธรรมชาติ เป็นต้น

– โครงการไอทีหลังเขา เป็นการใช้ไอทีเพื่อสร้างโอกาส ความเสมอภาคให้นักเรียนเข้าถึงแหล่งความรู้และความรู้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพในราคาต่ำ โดยเริ่มต้นจากการออกแบบและจัดเก็บข้อมูลจำนวนมากไว้ในเซิฟเวอร์ เพื่อให้นักเรียนสามารถค้นคว้าได้ เรียกว่า “ระบบอินเตอร์เน็ตแห้ง” และพัฒนาระบบเครือข่าวอินเตอร์เน็ต สร้างความสามารถของครู นักเรียน ในการติดตั้งและใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ การซ่อมและประกอบคอมพิวเตอร์ ตลอดจนการวางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้เอง

– การจัดงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับวิถีชีวิตเมืองสามหมอก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 จนปัจจุบัน รวมทั้งสิ้น 12 ครั้ง นักเรียนในจังหวัดแม่ฮ่องสอนสามารถพัฒนาโครงงานวิทยาศาสตร์และโครงงานคอมพิวเตอร์ ที่ผ่านมาตรฐานระดับชาติ ได้รับรางวัลในระดับชาติอย่างต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นทุกปี นับเป็นกรณีศึกษาของความสำเร็จที่ใช้เป็นแบบอย่าง การศึกษาดูงาน และการถอดบทเรียนที่นำไปสู่การขยายผลสำหรับโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศไทย ปัจจุบันมีการสอนโปรแกรมการใช้งานที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้มากมาย เช่น การออกแบบกราฟิก การออกแบบเว็บไซต์ การออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ และมัลติมีเดียต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังนำไปสู่การจัดตั้งบริษัทที่ให้บริการด้านระบบคอมพิวเตอร์ การสื่อสารและมัลติมีเดียในจังหวัดแม่ฮ่องสอนถึง 3 บริษัท ก่อให้เกิดมูลค่างานประมาณ 2 ล้านบาท/ปี

ด้านการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาไทย “ครูเดช” เป็นผู้ริเริ่มจัดทำโครงการสอนภาษาไทยแบบแจกลูก-สะกดคำ ให้กับนักเรียนและชาวบ้านซึ่งเป็นชนเผ่ากะเหรี่ยง โดยรวบรวมบทเรียนและคณะครูอาวุโสที่มีประสบการณ์สูงถ่ายทอดวิธีสอนให้แก่ครูสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ซึ่งจากการดำเนินการสอนและติดตามอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นักเรียนและชาวบ้านสามารถอ่านด้วยวิธีการแจกลูก-สะกดคำได้ดี โดยความหมายของคำจะมีภาพประกอบ ปัจจุบันมีนักเรียนและชาวบ้านชนเผ่าผู้ไม่รู้หนังสือกว่า 1,250 คน ได้รับการฝึกภาษาไทยด้วยวิธีดังกล่าว

ด้านพลังงานเพื่อการศึกษา ด้วยศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง (ศศช.) ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ศกร.ตชด.) และโรงเรียนสังกัด สพฐ. ในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นที่สูงหรือในหุบเขานอกเขตระบบไฟฟ้า ทำให้พลังงานไฟฟ้าซึ่งใช้กับอุปกรณ์ สื่อการเรียนรู้ ระบบแสงสว่าง สำหรับการเรียนการสอนในเวลากลางคืน ระบบวิทยุสื่อสารไม่เพียงพอ พื้นที่ดังกล่าวมีฤดูฝนและฤดูหนาวยาวนานถึง 10 เดือน ทำให้ระบบผลิตไฟฟ้ามีช่วงเวลารับแสงแดดจำกัด “ครูเดช” เป็นผู้นำหลักในการออกแบบโคมไฟสำหรับหลอดไฟแบบ Light Emitting Diode (LED) ที่สามารถให้แสงสว่างได้เท่าเดิมแต่ใช้พลังงานเพียงร้อยละ 88 ของหลอดตะเกียบที่ใช้ในโรงเรียนและชุมชน ทำให้มีพลังงานเพียงพอสำหรับระบบแสงสว่างเพื่อการเรียนการสอนภาษาไทยผู้ใหญ่ในเวลากลางคืน ตลอดจนสำหรับเด็กนักเรียนที่ต้องใช้แสงสว่างในการศึกษาหาความรู้ที่บ้านในยามค่ำคืนซึ่งได้อบรมให้กับครูศศช.ไปแล้วกว่า 120 แห่ง ส่งผลโดยตรงทั้งกับครูและนักเรียนจำนวนไม่น้อยกว่า 6,000 คน

ด้านการฝึกอาชีพด้านช่าง มอเตอร์ไซด์หรือรถเครื่องดัดแปลงที่เรียกกันว่า “โฟล์วิลดอย” เป็นพาหนะหลักที่ครูและชาวบ้านใช้เดินทางในชีวิตประจำวัน เครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่างๆ ถูกใช้งานอย่างหนักในสภาพเส้นทางทุรกันดาร จึงเกิดการชำรุดเสียหายอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ต้องรับภาระค่าบำรุงรักษา ค่าซ่อมแซมสูงเดือนละ 4-5 พันบาท “ ครูเดช” เป็นผู้ริเริ่มโครงการฝึกทักษะด้านช่างสำหรับครู ชาวบ้าน และเยาวชน ซึ่งสามารถนำความรู้ไปประยุกต์เพื่อซ่อมแซมอุปกรณ์ด้านการเกษตรได้แก่ รถไถ ปั๊มน้ำ เครื่องพ่นยาได้ด้วย ทำให้ลดค่าใช้จ่ายได้มาก ตลอดจนสามารถพึ่งตนเองได้โดยไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการนำอุปกรณ์ดังกล่าวไปซ่อมในเมือง นอกจากนี้ ยังพยายามจัดทำโครงการฝึกทักษะด้านช่างระบบโซล่าเซลล์ การออกแบบปรับปรุงระบบที่มีอยู่เดิม ทำให้ครูและชาวบ้านที่ยังขาดความรู้ ความสามารถในการใช้งานดูแลรักษา มีความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และซ่อมแซมระบบได้เอง

ด้านโภชนาการสำหรับนักเรียน จากประสบการณ์เอง “ครูเดช” ที่เข้าใจและซาบซึ้งดีว่าโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนกินนอน มีงบประมาณค่าอาหารสำหรับเด็กนักเรียนจำกัด แม้จะมีโครงการอาหารกลางวันที่โรงเรียนผลิตอาหารเอง ตลอดจนได้รับพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นการเพิ่มเติมแล้ว ก็ยังประสบปัญหาขาดแคลนข้าวสารและอาหารสำหรับนักเรียน ซึ่งส่งผลให้นักเรียนมีภาวะทุโภชนาการ พัฒนาการทางร่างกายและสติปัญญาต่ำ สุขภาพไม่แข็งแรง “ครูเดช” เป็นผู้นำภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำนักงานสามัญศึกษา จังหวัดแม่ฮ่องสอน โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์แม่ฮ่องสอน และ มจธ. จัดตั้งโรงสีข้าวพระราชทานขึ้นภายในโรงเรียนในปี พ.ศ. 2542 รับข้าวเปลือกพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยใช้งบประมาณเท่าเดิมแต่สามารถซื้อข้าวเปลือกแทนข้าวสารเพื่อนำมาเข้าโรงสีของโรงเรียน ทำให้ได้ข้าวสารมากขึ้น บูรณาการบริหารจัดการโรงสีข้าวกับการเรียนการสอนของนักเรียนมัธยมปลาย สามารถดำเนินการโดยมีผลกำไร ส่งผลให้ผู้บริหารโรงเรียนอีก 12 แห่ง ขนข้าวเปลือกมาสีในวันประชุมประจำเดือนและขนข้าวสารกลับไปยังโรงเรียน คิดค่าสีเป็นรำข้าวนำไปเลี้ยงปลาและหมู ได้แกลบนำไปใช้ในแปลงผัก นับเป็นโรงสีข้าวแห่งแรกของประเทศไทยที่จัดตั้งในโรงเรียนและบริหารจัดการโดยนักเรียน การดำเนินงานมีความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จสามารถนำผลกำไร ให้โรงเรียนที่เหลือขอยืมไปจัดตั้งโรงสีในโรงเรียนของตนเองจนครบถ้วนในปี พ.ศ. 2554 รูปแบบดังกล่าวเป็นตัวอย่างของความสำเร็จที่นำไปขยายผลสำหรับโรงเรียนมัธยมกินนอนในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน น่าน อีกหลายแห่ง

จากความรู้และประสบการณ์ ความมุ่งมั่น อดทน เสียสละ และด้วยวิสัยทัศน์อันยาวไกลดังกล่าว ประกอบกับ นายสุรเดช พหลโยธิน ได้บำเพ็ญประโยชน์ต่อเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เป็นประโยชน์ต่อสังคม และประเทศชาติ จึงสมควรได้รับการยกย่องสรรเสริญเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีต่อไป สภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จึงมีมติ ให้ได้รับพระราชทานปริญญาครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเทคโนโลยีการเรียนรู้และสื่อสารมวลชน เพื่อเป็นเกียรติ และความภาคภูมิใจต่อครอบครัวและวงศ์ตระกูลสืบไป

This site is registered on wpml.org as a development site. Switch to a production site key to remove this banner.