ทำเนียบปริญญากิตติมศักดิ์

พระสมคิด จรณธมฺโม
สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรชีวภาพ
พระครูสุจิณนันทกิจ หรือ พระสมคิด จรณธมฺโม นามสกุล จันอ้น หรือที่ชาวบ้านเรียก ตุ๊เจ้า ตุ๊ลุง ตุ๊น้า หรือ พระอาจารย์สมคิด เป็นบุตรนายแสง นางตุ่น จันอ้น ซึ่งเป็นเกษตรกรที่มีฐานะยากจน จังหวัดน่าน ปัจจุบันอายุ 57 ปี สำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ครุศาสตรบัณฑิต สาขาการศึกษานอกระบบ จากสถาบันราชภัฏเชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2544 และระดับปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขามนุษย์กับการจัดการสิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2547 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโป่งคำ เจ้าคณะตำบลดู่พงษ์ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชน ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชนวัดโป่งคำ ตำบลดู่พงษ์ อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน
นับเป็นเวลามากกว่า 3 ทศวรรษ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 ถึงปัจจุบันที่พระอาจารย์สมคิดอุทิศชีวิตเพื่อการฟื้นฟูป่า และอนุรักษ์ฟื้นฟูดิน น้ำ ป่าเสื่อมโทรม สิ่งแวดล้อม พร้อมกับการยกระดับคุณภาพชีวิตและพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน ที่มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ ประกอบด้วย ลาวพวน ลัวะ ลื่น ม้ง ถิ่น และคนเมือง ที่ยากจน และยากจะรวมตัวกัน โดยเปลี่ยนฐานคิดของชุมชนจาก “ทุนเป็นฐาน งานเป็นเงิน บุญคือส่วนเกินของชีวิต” มาสู่ “ธรรมเป็นฐาน งานเป็นทุน บุญคือเป้าหมาย” โดยมีพระสมคิดและวัดโป่งคำ เป็นสถาบันทางสังคมเพื่อค้นหาคำตอบที่ ชุมชนพึ่งได้ จัดการกระบวนการเรียนรู้และนำไปสู่การพัฒนาผู้นำชุมชน การรวมกลุ่ม และการพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยมี “ความสุขมวลรวมชุมชน (Gross Community Happiness : GCH)” เป็นเป้าหมายสูงสุด ซึ่งรายละเอียดดังนี้
ปี พ.ศ. 2533 เริ่มรณรงค์การปลูกป่า โดยใช้วิธีเล่านิทานให้เด็กประถมในโรงเรียนฟัง และพาไปดูป่าสมบูรณ์ เปรียบเทียบกับป่าบ้านโป่งคำซึ่งมีสภาพเสื่อมโทรม
ปี พ.ศ. 2534 – 2535 จัดทำแปลงทดลองและเรือนเพาะชำ ตั้งกลุ่มเยาวชนเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จนนำไปสู่การขยายพื้นที่ป่าชุมชนของหมู่บ้านจำนวน 12,000 ไร่ ภายใต้โครงการ “บิณฑบาตป่า” เพื่อส่งคืนผืนป่า ซึ่งเป็นบ่อเกิดของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมชุมชน พร้อมกับส่งเสริมเกษตรประณีตเป็นเกษตรทางเลือกที่ใช้พื้นที่น้อย ไม่พึ่งสารเคมีและมีมูลค่าเพิ่มสูงเพื่อลดพื้นที่การเผาป่าปลูกข้าวโพด
ปี พ.ศ. 2536 – 2537 เริ่มให้แนวคิดว่าพระเณรที่จะลาสิกขาบทต้องปลูกต้นไม้จำนวนเท่ากับอายุตัวเอง จึงจะลาสิกขาบท เป็นกุศโลบายให้ดูแลต้นไม้เหมือนชีวิตตนเอง
ปี พ.ศ. 2537 จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการพัฒนาอาชีพ คุณภาพชีวิต และการพึ่งตนเอง
ปี พ.ศ. 2538 จัดตั้งกลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ ปัจจุบันมีสมาชิก 60 คน มีชุมชนเครือข่าย 12 ชุมชนซึ่งพระอาจารย์สมคิดมีความรู้อย่างลึกซึ้งในเรื่องการนำเปลือกไม้ เนื้อไม้ ดอกไม้ ใบไม้ ฝักและเมล็ด มาแยกสี รวมทั้งกระบวนการในการย้อมและทำให้สีย้อมติดเนื้อผ้าทนนาน
ปี พ.ศ. 2539 จัดตั้งโครงการฟื้นฟูดินบนพื้นที่สูง ปัจจุบันเป็นกลุ่มเกษตรธรรมชาติแบบผสมผสาน
ปี พ.ศ. 2540 จัดตั้งกลุ่มภูมิปัญญาด้านสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง หรือโครงการสมุนไพรใกล้ตัวซึ่งพระอาจารย์สมคิดมีความรู้อย่างลึกซึ้งในเรื่องพืช สมุนไพรในป่า สรรพคุณทางยา ในส่วนต่างๆ ของพืชสมุนไพร ตลอดจนกระบวนการปรุงยาและการรักษา
ปี พ.ศ. 2541 จัดตั้งกลุ่มหัตถกรรมไม้กวาดหญ้าดอกก๋งเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากการขายดอกก๋ง ในรูปวัตถุดิบรวมทั้งการจัดการระบบปลูกต้นก๋งทดแทนเพื่อให้เก็บเกี่ยวดอกก๋งได้อย่างยั่งยืน
ปี พ.ศ. 2542 จัดตั้งกองทุนข้าวเปลือกเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน และจัดตั้งโรงสีข้าวกล้องเพื่อสุขภาพเพื่อการพึ่งตนเองในการจัดการความมั่นคงด้านอาหาร (Food Security Management)
ปี พ.ศ. 2543 จัดตั้งกลุ่มศิลปินพื้นบ้านเพื่อสืบสานวัฒนธรรม และเป็นคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน โรงเรียนบ้านโป่งคำ เป็นหัวหน้าทีมวิจัย กระบวนการพัฒนาผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติของกลุ่มสตรีทอผ้าย้อมสีธรรมชาติ
ปี พ.ศ. 2551 เป็นแกนนำเครือข่ายสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่าน หาแนวทางการพลิกฟื้นผืนป่า พื้นที่ป่าต้นน้ำน่าน ป่าต้นน้ำว้า โดยใช้หลักพุทธธรรมเป็นแนวทางให้ชาวบ้านหันมาฟื้นฟูรักษาป่า
ปี พ.ศ. 2551 ริเริ่มโครงการ “สวมหมวกให้ภูเขา ใส่รองเท้าให้ตีนดอย” โดยชักชวนให้ชาวบ้านจัดพื้นที่ทำกินบนภูเขา แบ่งพื้นที่เป็น 50-30-20 (พื้นที่ป่า – พื้นที่ปลูกพืชทั่วไป – แหล่งน้ำและพืชอาหาร) โดยยึดหลัก 3 ดี ได้แก่ ดินดี น้ำดี คนดี
ปี พ.ศ. 2560 ถึงปัจจุบัน ส่งเสริมกลุ่มเกษตรอินทรีย์ จัดการผลผลิตและจัดหาช่องทางการตลาด ปัจจุบันมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ในเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันรวม ๒๗ ชุมชน จำหน่ายผลผลิตเกษตรอินทรีย์ให้กับห้าง BIG C และ Max Value โดยผลผลิตของเกษตรกรสามารถจำหน่ายได้ทั้งหมด
ด้านวิชาการเพื่อยกระดับและพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน
พระอาจารย์สมคิด เป็นพระนักพัฒนาและสนใจการทำวิจัยในท้องถิ่นเพื่อพัฒนาบ้านเกิด โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาชีพ คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม รวมถึงการเรียนรู้ของเยาวชนในพื้นที่ โดยใช้ธรรมชาติและนิทานเป็นสื่อในการเรียนรู้ บ่มเพาะเยาวชนให้เห็นความสำคัญของป่า ผลกระทบของการใช้สารเคมี และฟื้นฟูวิถีชีวิตของชาวบ้านโป่งคำให้กลับมาพึ่งพาตนเอง ด้วยการทำการเกษตรผสมผสาน ฟื้นฟูภูมิปัญญาของชาวบ้านที่เคยทำมา ในอดีต เช่น พระอาจารย์สมคิด ค้นหาวิธีเพื่อเปลี่ยนวิธีคิดของชาวบ้าน ให้หยุดตัดไม้และบุกรุกแผ้วถางป่าทำไร่ข้าวโพด เพราะนอกจากทำให้ป่าเสื่อมโทรม ห้วย ลำธารแล้งแล้ว ยิ่งทำก็ยิ่งเป็นหนี้ โดยใช้วิธีลงมือทำให้ชาวบ้านเห็นและใช้ประโยชน์ เช่น “แปลงป่าทดลองสาธิต” โดยบริหารจัดการที่ดินหลังวัดโป่งคำทดลองสาธิตปลูกป่า 3 แบบ ได้แก่
1. ป่าเชิงเดี่ยว 3 ไร่ ปลูกพืชเชิงเดี่ยวหรือต้นไม้เข้าแถวเน้นต้นสัก จำนวน 600 ต้น พบว่าระบบนิเวศเกิดสภาวะไม่สมดุล เกิดความแห้งแล้ง เพราะต้นสักคลุมแสงแดดในฤดูฝนและทิ้งใบในช่วงฤดูแล้ง ทำให้พืชอื่นหมดโอกาสที่จะเติบโต
2. ป่าปลูกแบบคละเคล้าผสมผสาน 15 ไร่ ปลูกต้นไม้หลากหลายบนพื้นที่เสื่อมโทรมจากการทำไร่ข้าวโพดของชาวบ้าน ทำให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างต้นไม้ที่มีอยู่ในธรรมชาติกับพืชการเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์ โดยชั้นแรกเป็นป่ายืนต้นประเภทสูงให้ผลระยะยาว ชั้นที่สองเป็นพืชพุ่มให้ผลระยะกลาง เช่น ลำไย ลิ้นจี่ ขนุน ส้มโอ มะม่วง และชั้นที่สามเป็นพืชอาหารและใกล้ครัว เช่น ข่า ตะไคร้ ขมิ้น หวาย ไม้ไผ่ ตำลึง เป็นต้น
3. ป่าธรรมชาติ 3 ไร่ ฟื้นฟูให้ต้นไม้เกิดและเติบโตตามธรรมชาติ ซึ่งประสบความสำเร็จทำให้ได้ระบบนิเวศของป่ากลับคืน โดยมีทั้งสัตว์ป่า ผักพื้นบ้านตามฤดูกาล และสมุนไพรต่างๆ
ป่าทั้ง 3 แปลงเป็นห้องเรียนที่ยิ่งใหญ่ของชุมชน และเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินงานอนุรักษ์ผืนป่า ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 พระสมคิดร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายริเริ่มโครงการ “สวมหมวกให้ภูเขา ใส่รองเท้าให้ตีนดอย”และผลักดันแนวคิดนี้อย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหา การทำลายป่าเพื่อการเกษตร พัฒนาศักยภาพชุมชนให้อยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืน โดยใช้โมเดล 50-30-20 คือ พื้นที่ร้อยละ 50 ปลูกป่า ร้อยละ 30 ทำเกษตรเพื่อปากท้อง พร้อมทั้งเริ่มทำเกษตรประณีตบางส่วน อีกร้อยละ 20 เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำตีนดอย ชาวบ้านประสบความสำเร็จเพราะใช้พื้นที่น้อย มีเวลาเอาใจใส่มาก เกษตรกรสามารถปลดหนี้ และช่วยให้เลิกปลูกข้าวโพดได้ในระยะยาว ชาวบ้านสามารถทำตามกันได้เพราะเป็นเทคนิคที่ไม่ยากและเห็นผลชัดเจน โดยแบ่งพื้นที่ 3 ไร่ บนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นเขาหัวโล้นมาก่อน ปลูกป่าสอดแทรกด้วยแปลงเกษตรปราณีตหลายชนิดควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์อย่างผสมผสาน พระอาจารย์สมคิดยังให้แง่คิดว่า “ถ้าจะให้คนอนุรักษ์ป่า การปลูกป่าอย่างเดียวไม่พอ ต้องให้เขาใช้ประโยชน์จากป่าได้ และต้องหาวิธีใช้ให้ถูกต้องด้วย” โดยชี้ให้เห็นว่า ธรรมชาติสร้างความความสุขได้ อาทิ การใช้ไม้จากป่าทำเครื่องดนตรี เช่น สะล้อซอซึง เพื่อสร้างความบันเทิงให้ชุมชน หรือเมื่อเจ็บป่วยสามารถใช้สมุนไพรจากป่าในการรักษาโรคได้ นอกจากนี้ ยังใช้ฐานข้อมูลที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์และสามารถจับต้องได้ เช่น ตัวเลขค่าใช้จ่ายของครอบครัวที่ซื้อข้าวกินแต่ละปี เพื่อวางแผนการทำเกษตรในรอบปีเพื่อให้ชาวบ้านสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย
พระสมคิด ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การศึกษารูปแบบการจัดการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านห้วยหลักลายและบ้านห้วยหาด ตำบลอวน อำเภอปัว จังหวัดน่าน” ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เมื่อปี 2552 โครงการดังกล่าวเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ทำให้เกิดการทบทวนและรวบรวมข้อมูลศักยภาพของชุมชน ซึ่งครอบคลุมมิติประวัติศาสตร์ชุมชน (พิธีกรรม ประเพณี วัฒนธรรม) สภาพภูมิศาสตร์ โครงสร้างประชากร ข้อมูลทางเศรษฐกิจ กลุ่มอาชีพ/กลุ่มออมทรัพย์ต่างๆ ทรัพยากรและความหลากหลายทางธรรมชาติ (ชนิดของพันธุ์ไม้ สัตว์ป่า นก ปลา/สัตว์น้ำ ฯลฯ) ความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำธรรมชาติ การวิจัยแบบมีส่วนร่วมนี้ทำให้ชุมชนเกิดความตระหนักในศักยภาพของตนเอง นำไปสู่การจัดตั้งกลุ่มองค์กรและระเบียบกติกาในการบริหารจัดการทรัพยากรชุมชนพร้อมกับการท่องเที่ยว การสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ องค์กรเอกชน ประชาชน และการพัฒนารูปแบบการจัดการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
พระสมคิด ยังได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “กระบวนการพัฒนาผ้าฝ้ายทอย้อมสีธรรมชาติ กลุ่มสตรีผ้าทอ ย้อมสีธรรมชาติบ้านโป่งคำ อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน” ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และได้รับรางวัลดีเด่นของ สกว. ปี 2543 โดยดำเนินงานร่วมกับกลุ่มแม่บ้าน สืบค้นข้อมูลด้านการย้อมสีผ้าทอด้วยสีธรรมชาติ แสวงหาวัตถุดิบที่เป็นธรรมชาติจากป่าและจากสมุนไพรพื้นบ้าน เน้นที่การใช้ใบไม้ ดอกไม้ ฝัก และเมล็ด มากกว่าเปลือกหรือรากซึ่งจะเป็นการทำลายป่า นำความรู้จากภูมิปัญญาดั้งเดิมมาประยุกต์ คิดค้น และทดลอง เพื่อให้ได้สีธรรมชาติใหม่ๆ ที่ติดเนื้อผ้าทนทาน จนสามารถพัฒนาเฉดสีใหม่ จากเดิม 6 สี เป็น 99 สี มีการคิดค้นลวดลายใหม่ จากเดิม 4 ลาย เป็น 6 ลาย และเกิดผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าใส่โทรศัพท์ การวิจัยอย่างมีส่วนร่วมดังกล่าวสามารถขยายเครือข่ายการเรียนรู้ผ้าทอย้อมสีธรรมชาติไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงอีก 8 หมู่บ้าน โดยมีรูปแบบการบริหารจัดการเป็นของตนเอง ทำให้ผลผลิตผ้าทอบ้านโป่งคำได้รับการยกย่องและมีการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง ชาวบ้าน ชุมชน มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการทอผ้าและย้อมสีธรรมชาติ
เศรษฐกิจพอเพียง
พระอาจารย์สมคิดร่วมกับชาวบ้านน้อมรับพระราชดำรัสเรื่อง “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฯ มาปฏิบัติเพื่อให้คนในชุมชนมีความเป็นอยู่แบบพอเพียง พอมี พอกิน และพอใจในวิถีชีวิตแบบชุมชนพอเพียง โดยเริ่มจากจุดเล็กๆ ชาวบ้านไม่กี่คน ขยายต่อไปยังครอบครัวและชุมชน เกิดชุมชนกลุ่มต่างๆ เพื่อแสวงหาองค์ความรู้ และภูมิปัญญาเพื่อพัฒนาศักยภาพของชุมชน เช่น กลุ่มผู้ใช้น้ำ กลุ่มเกษตรเชิงประณีต กลุ่มเกษตรผสมผสาน กลุ่มทำปุ๋ยอินทรีย์ กลุ่มทำปุ๋ยหมัก กลุ่มย้อมผ้าสีธรรมชาติ กลุ่มเพาะเห็ด กลุ่มผู้สูงอายุ รวมกลุ่มเป็นกลุ่มตีเหล็ก กลุ่มจักสาน กลุ่มเกษตรอินทรีย์ กลุ่มเยาวชนเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนโป่งคำ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการพัฒนา กลุ่มเครือข่ายแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น
การบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม
ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชนวัดโป่งคำ เป็นทั้งป่า และห้องเรียนธรรมชาติที่เปิดให้ชาวบ้านและ ผู้ที่สัญจรได้ศึกษาวิถีธรรมชาติและใช้ประโยชน์จากป่าร่วมกัน เป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินงานอนุรักษ์ผืนป่าจำนวน 12,000 ไร่ ในอำเภอสันติสุข โดยพระอาจารย์สมคิดเริ่มจากการขอบิณฑบาตป่าไม้หรือบวชต้นไม้เพื่อการอนุรักษ์ จากนั้นชักชวนให้ชาวบ้านหันมาปลูก “ป่าสำนึก” ในไร่นาของตัวเองเพื่อให้เป็นป่าสำหรับใช้สอย กระตุ้นให้คนในชุมชนสำนึกรักและหวงแหนป่าไม้ ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเป็นสำคัญ
ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ชุมชนวัดโป่งคำ ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาดูงาน และเป็นพื้นที่นอกห้องเรียนเพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ ให้กับนักเรียน นักศึกษา และบุคลากรทั่วไป ทั้งนี้ พระอาจารย์สมคิดได้ร่วมเป็นคณะกรรมการโครงการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นทุรกันดาร : ไทยเลิศ (Thailand Lifelong Education for Rural Development : Thai LERD) และหัวหน้าโมดูล ความเข้าใจชีวิตและโลก อีกทั้งเป็นเครือข่ายห้องปฏิบัติการเรียนรู้คู่ชุมชน (Social lab) ร่วมทำงานวิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อความเข้มแข็งของชุมชนพื้นที่จังหวัดน่านร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายใต้โครงการ The NAS, Onboarding, นักศึกษาระดับปริญญาโท โปรแกรมการจัดการทรัพยากรฐานชุมชน (Community Resources Base Management : CRM) ผลงานและเรื่องราวของพระอาจารย์สมคิดได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ดังเช่น หนังสือเสขิยธรรม หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก นิตยสารสานแสงอรุณ นิตยสารสานปฏิรูป นิตยสารชีวจิต นิตยสาร National Geographic และสารคดีทางโทรทัศน์ เช่น รายการทุ่งแสงตะวัน รายการคนของแผ่นดิน รายการเวทีชาวบ้าน รายการคนหวงแผ่นดิน
พระสมคิด จรณธมฺโม เป็นพระภิกษุที่ประกอบกรณียกิจเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและสังคม นำมาซึ่งความเลื่อมใสศรัทธา ความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านทำให้เกิดชุมชนต่างๆ ที่สามารถพึ่งตนเองและพัฒนาได้อย่างยั่งยืน สมควรแก่การยกย่อง สภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จึงขอถวายปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรชีวภาพ เพื่อเป็นการบูชากิตติคุณสืบไป