ทำเนียบปริญญากิตติมศักดิ์

นายสุวิทย์ ไตรโชค

วิทยาศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์
สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรชีวภาพ

นายสุวิทย์ ไตรโชค เติบโตจากครอบครัวเกษตรกรซึ่งทำนาเป็นอาชีพหลักและปลูกผักขายเป็นอาชีพเสริม ที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในวัยเด็กได้เห็นสภาพเกษตรกรว่าเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ทำงานหนัก ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ จึงมีความใฝ่ฝันว่าเมื่อเติบใหญ่จะกลับมาพัฒนาการเกษตรและทำให้เกษตรกรไทยมีฐานะดีขึ้น ปัจจุบันนายสุวิทย์ ไตรโชค อายุ 57 ปี สำเร็จการศึกษาจากภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า วิทยาเขตธนบุรี ในปี พ.ศ. 2526 ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท นาวิต้า จำกัด หุ้นส่วนผู้จัดการ หจก. ไทยเฟรช และประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกแคนตาลูปแห่งประเทศไทย โดยใช้แบรนด์การค้าว่า “Navita” และ “Thai Fresh” ผลิตและจำหน่ายเมล่อนคุณภาพสูง

ในปี พ.ศ. 2526 นายสุวิทย์ ไตรโชค ทำงานเป็นวิศวกรที่บริษัทไฟฟ้าฟิลลิปส์ (แห่งประเทศไทย) จำกัด ปี พ.ศ. 2527 ทำงานเป็นวิศวกรอิเล็กทรอนิกส์ ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ต่อมาปี พ.ศ. 2528 ทำงานเป็นวิศวกรที่บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ถึงแม้ว่างานประจำจะมั่นคงและมีรายได้สูง นายสุวิทย์ ไตรโชค ไม่เคยลืม ความตั้งใจเมื่อวัยเยาว์ ในขณะที่ทำงานที่บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ใช้เวลาว่างวันเสาร์-อาทิตย์ปลูกผัก กับครอบครัว และใช้หลักวิชาการสมัยใหม่มาผสมผสานกับภูมิปัญญาชาวบ้านของนางจินตนา ไตรโชค ผู้เป็นมารดา ต่อมาได้ทดลองปลูกเมล่อน โดยช่วงแรกเป็นเมล่อนตระกูล Honeydew พันธุ์ Sun Lady ผิวสีขาวเหลือง เนื้อสีส้ม ที่อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 100 ต้น ในปี พ.ศ. 2530 นายสุวิทย์ ไตรโชค ได้ขยายการปลูกเพื่อเป็นการค้าและเพิ่มจำนวนพันธุ์มากขึ้น คือ เมล่อนพันธุ์ Hi Line จากสหรัฐอเมริกา และพันธุ์ Honey World จากไต้หวัน โดยในช่วง 5 ปีแรกของการปลูกเมล่อนประสบปัญหาขาดทุนอย่างต่อเนื่องเพราะเป็นช่วงของการเรียนรู้ ลองผิดลองถูก ทั้งวิธีการปลูก สายพันธุ์เมล่อน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการปลูก ซึ่งนายสุวิทย์ ไตรโชค ต้องอดทนเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด จนมีประสบการณ์และเรียนรู้เทคนิคมากขึ้นแล้ว จึงเริ่มขยายพื้นที่และเพิ่มการปลูก เมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่นที่มีมูลค่าสูง ในปี พ.ศ. 2548 จึงลาออก (Early Retired) จากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อทำการเกษตรเต็มตัว

การยกระดับและสร้างอาชีพให้กับเกษตรกร เมื่อธุรกิจการปลูกเมล่อนประสบความสำเร็จในปีที่ 6 สามารถทำกำไรจนคืนทุนทั้งหมดและชดเชยผลขาดทุนตลอดห้าปีได้ในปีเดียว มีเกษตรกรมาดูงานและเรียนรู้วิธี การปลูกเมล่อนจำนวนมาก ในปี พ.ศ. 2534 นายสุวิทย์ ไตรโชค เริ่มจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกแคนตาลูป และ ได้ใช้ความรู้ที่สั่งสมประสบการณ์จากการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบผ่านการทดลองและทดสอบจนเข้าใจ สามารถอธิบายความเชื่อมโยง วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างครบวงจร โดยใช้ฐานความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่เหมาะสม นำไปสู่การสังเคราะห์ความรู้ ตลอดกระบวนการเพาะปลูก การใช้เทคโนโลยีชีวภาพ การเตรียมดิน การจัดการเขตกรรม การจัดการน้ำ ปุ๋ย การจัดการโรคและแมลง ตลอดจนการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว และโลจิสติกส์ เพื่อผลิตผักผลไม้ที่ปลอดภัยภายใต้ระบบ Good Agricultural Practice (GAP) นำมาสู่การจัดหลักสูตร ทฤษฎีและปฏิบัติ ให้ความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกเมล่อนแก่เกษตรกรในหลายจังหวัด โดยให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษา อย่างใกล้ชิด จนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกเมล่อนสามารถผลิตผลผลิตคุณภาพสูงเพื่อส่งจำหน่ายให้กับตลาดขายส่ง ใน Modern Trade หลายแห่ง ในปี พ.ศ. 2537 กลุ่มเกษตรกรมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นจนมีจำนวนสูงสุด 50 ราย นายสุวิทย์ ไตรโชค จึงจดทะเบียน หจก. ไทยเฟรซ และเริ่มปลูกเมล่อนพันธุ์ Musk melon ซึ่งเป็นพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่น

การบริหารกลุ่มเกษตรกรอย่างเป็นระบบ นายสุวิทย์ ไตรโชค เป็นวิศวกร มีพื้นฐานความรู้ด้านวิศวกรรม แต่ไม่มีความรู้ด้านการทำธุรกิจ นายสุวิทย์ ไตรโชค มิได้ลดละความพยายาม ได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อทำและเขียนแผนธุรกิจ โดยเข้ารับการอบรมตามหลักสูตรที่สนใจ ในช่วงปี พ.ศ. 2538-2551 นายสุวิทย์ ไตรโชค สามารถออกแบบระบบการผลิตและระบบการตลาดอย่างสอดคล้องกัน โดยมีการวางแผนการผลิตและการตลาดล่วงหน้าเพื่อบริหารกลุ่มเกษตรกรอย่างเป็นระบบ เน้นการผลิตเมล่อนเพื่อส่ง Modern Trade สายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร ผู้ส่งออก และขยายร้านค้าปลีกภายใต้แบรนด์การค้าว่า “Navita” และ “Thai Fresh”

ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการทำงานหนักอย่างต่อเนื่องและยาวนานกับความพยายามที่ไม่ลดละ ในการส่งเสริมอาชีพและยกระดับให้กับเกษตรกรผู้ปลูกเมล่อนทั่วประเทศ ส่งผลให้บริษัท นาวิต้า จำกัด มียอดขายประมาณ 30 ล้านบาทต่อปี จนนายสุวิทย์ ไตรโชค ได้รับการขนานนามว่าเป็น “เกษตรกรเงินล้าน” และนำเงินกำไรจากการปลูกเมล่อนไปซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นรวมเป็นพื้นที่กว่า 500 ไร่ ที่ดินส่วนหนึ่งนำมาสร้างแปลงทดลอง วิจัย เพื่อสร้างวิธีการปลูกพืชหลากหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพสูง และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกรทั่วไป โดยมีคติพจน์ประจำใจว่า “Low Profile, High Performance” ในการดำรงชีพและวิธีการดำเนินชีวิตของนายสุวิทย์ ไตรโชค เน้นความเรียบง่าย สมถะ และใช้ชีวิตโดยยึดรูปแบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ฯ ซึ่งนายสุวิทย์เคยกล่าวว่า “กำไรน้อยมาก เนื่องจากรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรในราคาสูง เพราะต้องการให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด ผมไม่จำเป็นต้องมีเงินเยอะ เพราะทุกวันนี้ผมใช้เงินไม่มากไปกว่าวันละ 200 บาท” จากการปฏิบัติตนเพื่อส่วนรวมและใช้ชีวิตอย่างพอเพียง มีผลให้ในปี พ.ศ. 2556 นายสุวิทย์ ไตรโชค ได้รับการแต่งตั้งเป็น “ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น” โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้รับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การอุทิศตนบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม นายสุวิทย์ ไตรโชค ได้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกร ช่วยวางแผน กำหนดทิศทางการผลิตและการตลาด นอกจากนี้ ยังเป็นวิทยากรบรรยายให้กับนิสิต นักศึกษา บุคลากรทั่วไป ในด้านเทคโนโลยีการผลิต การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว โลจิสติกส์ และการบริหารธุรกิจเกษตรครบวงจร ทั่วประเทศและตามสถาบันต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

จากความรู้ ประสบการณ์ ความมุ่งมั่น อดทน เสียสละ และด้วยวิสัยทัศน์อันยาวไกลในการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรเพื่อยกระดับและสร้างอาชีพ ตลอดจนหารูปแบบการบริหารกลุ่มเกษตรกรอย่างเป็นระบบ และการดำรงชีวิตโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงดังกล่าว นายสุวิทย์ ไตรโชค จึงนับเป็นบุคคลตัวอย่างที่สมควรได้รับการยกย่องสรรเสริญ สภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จึงมีมติให้ได้รับพระราชทานปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรชีวภาพ เพื่อเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจต่อครอบครัวและวงศ์ตระกูลสืบไป

This site is registered on wpml.org as a development site. Switch to a production site key to remove this banner.