ทำเนียบปริญญากิตติมศักดิ์

นางสาวผ่องพรรณ เอกอาวุธ
นางสาวผ่องพรรณ เอกอาวุธ หรือทุกคนชอบเรียกว่า “อาจารย์ผ่อง” หรือ “อาจารย์ติ๋ม” “ป้าติ๋ม” “โยมติ๋ม” “โยมป้าของคณะครูพระ” “โยมยายของลูกเณร” เกิดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2493ที่จังหวัดบุรีรัมย์ แต่มาเติบโต ที่จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันอายุ 67 ปี ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการศึกษาในโรงเรียน และหัวหน้าโครงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สังกัดศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
นางสาวผ่องพรรณ เอกอาวุธ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ศึกษาศาสตรบัณฑิต (ศษ.บ.) จากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2520 และครุศาสตรมหาบัณฑิต (ค.ม.) จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี พ.ศ. 2524
ปี พ.ศ. 2520 เริ่มต้นรับราชการครูโรงเรียนบ้านสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
พ.ศ. 2525 – 2535 เป็นนักวิชาการศึกษา กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) กระทรวงศึกษาธิการ
พ.ศ. 2536 – 2539 เลื่อนขึ้นเป็นหัวหน้ากลุ่มวิจัยและติดตามประเมินผลการดำเนินงาน กองวิชาการ สปช.
พ.ศ. 2540 – 2542 เลื่อนขึ้นเป็นหัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สำนักนิเทศและพัฒนามาตรฐานการศึกษา สปช. และรักษาการผู้อำนวยการสำนักงานขยายโอกาสทางการศึกษา
พ.ศ. 2543 – 2545 ผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการศึกษา สปช.
พ.ศ. 2546 – 2547 ผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
ต้นปีพ.ศ. 2547 ได้ขอเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด แม้ว่าจะออกจากราชการแล้ว อาจารย์ยังคงรักที่จะดำเนินชีวิตอยู่ในแวดวงการศึกษา จึงตัดสินใจเข้าร่วมงานที่ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ภายใต้โครงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในโรงเรียนชนบท (Science in Rural Schools : SiRS) เพื่อเด็ก และเยาวชนด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในด้าน การพัฒนาการศึกษาตามที่ถนัด ด้วยความเชื่อมั่นและมุ่งมั่นมาจนถึงปัจจุบัน
เมษายน 2547 – กันยายน 2549 ผู้เชี่ยวชาญแผนงานส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยบริการเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาชนบท ไบโอเทค
ตุลาคม 2549 – กันยายน 2553 ผู้ประสานงาน หน่วยบริการเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาชนบท ไบโอเทค และผู้จัดการศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน
ตุลาคม 2549 – กันยายน 2556 นักวิชาการ หน่วยบริการเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาชนบท ไบโอเทค หัวหน้าโครงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
ตุลาคม 2556 – ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการศึกษาในโรงเรียน หน่วยบริการเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาชนบท ไบโอเทค และหัวหน้าโครงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในโรงเรียน พระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ผลงานของอาจารย์ผ่องพรรณ เอกอาวุธ สรุปโดยย่อได้ดังนี้
1. ด้านการศึกษาและการพัฒนากระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
อาจารย์ผ่องพรรณได้ดำเนินโครงการต่างๆ ให้แก่โรงเรียนชายขอบในถิ่นทุรกันดาร ได้แก่
ในปี พ.ศ. 2546 มีการเริ่มโครงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในโรงเรียนชนบท (Science in Rural School : SiRS) ในพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน สกลนคร ฉะเชิงเทรา พังงา และนราธิวาส ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัด โรงเรียนกว่า 300 แห่ง มีครูได้รับประโยชน์ไม่ต่ำกว่า 1,000 คน ขยายผลให้กับนักเรียน อย่างน้อย 5,000 คน เพื่อสนับสนุนแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดย สวทช. ไบโอเทค และ มจธ.
อาจารย์ผ่องพรรณ ในฐานะที่ดูแลรับผิดชอบโครงการ SiRS เป็นผู้ที่มีบทบาทหลักในการส่งเสริม สนับสนุน ผลักดัน และทุ่มเท ทั้งการให้นโยบาย สั่งการ กำกับ ติดตาม สนับสนุน ประสานงาน สร้างและพัฒนาความร่วมมือ ในระดับผู้บริหารโรงเรียน และครูในระดับปฏิบัติการ ให้เกิดการระดมสมอง เป็นแผนยุทธศาสตร์ทั้งโครงการ SiRS
โครงการ SiRS ซึ่งดำเนินการร่วมกับ มจธ. มีส่วนสำคัญในการพัฒนาศักยภาพครูและนักเรียน ด้านกระบวนการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ จากภูมิปัญญาและทรัพยากรธรรมชาติ ที่เป็นปัจจัยใกล้ตัวในท้องถิ่น ประกอบด้วย การสังเกต การตั้งสมมุติฐาน การสืบค้น รวบรวมข้อมูล ทดลอง และพัฒนาปัจจัยต่างๆ ในชุมชน ท้องถิ่น ที่ส่งผลให้ครู – นักเรียนได้รับการพัฒนาศักยภาพในกระบวนการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากฐานทรัพยากร อาชีพ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาในท้องถิ่นของชุมชน ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงจำนวนหนึ่ง เช่น สมุนไพรเพื่อสุขภาพและการไล่แมลง สีจากธรรมชาติ สิ่งประดิษฐ์พื้นฐานด้านการเกษตรเพื่อการดำรงชีวิต เป็นต้น
โครงการและกิจกรรมย่อยภายใต้ โครงการ SiRS ประกอบด้วย
โครงการโรงเรียนท้องถิ่นฐานวิทยาศาสตร์
โครงการที่ช่วยส่งเสริม พัฒนาโรงเรียนในชนบทให้สามารถจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แก่นักเรียน ชายขอบในถิ่นทุรกันดาร ได้พัฒนาทั้งด้านความรู้ ความสามารถ และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่นเดียวกับนักเรียนในเขตเมือง
ปี พ.ศ. 2549 อาจารย์ผ่องพรรณ ในฐานะนักวิชาการและผู้ประสานงานโครงการ มีบทบาทสำคัญในการ ชักชวนและสนับสนุนให้นักวิจัยของไบโอเทคมีส่วนร่วมกันพัฒนา ส่งเสริมโครงการโรงเรียนท้องถิ่นฐานวิทยาศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้
1. เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนทั้งระบบโรงเรียน (Whole School Approach) ซึ่งเป็นโรงเรียนระบบพักนอน เพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียน โดยบูรณาการ การเรียนรู้ร่วมกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ ทำให้ครูสามารถออกแบบสร้างสรรค์ การจัดการเรียนรู้ โดยจัดทำสื่อ การเรียนรู้ใหม่ที่เชื่อมโยงกระบวนการวิทยาศาสตร์เข้ากับทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ในรูปแบบของชุดหนังสือพร้อมอุปกรณ์ประกอบเสริม รวมทั้งขยายผลจากชิ้นงานแผนการสอนเป็นงานวิจัยในชั้นเรียนของครูแกนนำ
2. เพื่อส่งเสริม พัฒนาและสร้างเครือข่ายโรงเรียนแกนนำ ทำให้เกิดความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันในการออกแบบสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงกระบวนการวิทยาศาสตร์เข้ากับทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และสามารถเป็นวิทยากรถ่ายทอดรูปแบบนวัตกรรมนี้ไปยังโรงเรียนอื่นๆ เช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้แก่ โรงเรียนบ้านอมพาย อ.แม่สะเรียง และโรงเรียนอนุบาลปางมะผ้า อ.ปางมะผ้า จังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ โรงเรียนอมก๋อยวิทยาคม อ.อมก๋อย และโรงเรียนบ้านแม่งอนขี้เหล็ก อ.ฝาง จังหวัดสกลนคร ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลกุสุมาลย์ และโรงเรียนบ้านบอนสหราษฎร์อุทิศ อ.กุสุมาลย์ จังหวัดน่าน ได้แก่ โรงเรียนมัธยมเฉลิมพระเกียรติ และโรงเรียนบ้านห้วยฟอง อ.เฉลิมพระเกียรติ
ทั้งนี้วัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ เพื่อแก้ปัญหาหลักของการจัดการเรียนรู้ เรื่องความไม่พร้อมด้านวัสดุ สื่อ อุปกรณ์ นักเรียน ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยพูดภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง ทำให้การจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระวิชาอื่นๆ เป็นไปได้ช้า นักเรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถคิดวิเคราะห์เหตุการณ์ที่มีความสลับซับซ้อนได้ อีกทั้งการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียน ไม่สามารถดึงดูดความสนใจของนักเรียนได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่สั่งสมมานาน เกือบจะทุกโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร
งาน “วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับวิถีชีวิตเมืองสามหมอก”
อาจารย์ผ่องพรรณ ในฐานะนักวิชาการและผู้ประสานงานโครงการ ร่วมกับ อาจารย์สุรเดช พหลโยธิน ผู้ประสานงานในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีบทบาทสำคัญในการเชิญชวนนักวิจัยของไบโอเทค และศูนย์แห่งชาติอื่นๆ เช่น ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ(เอ็มเทค) และศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมกับหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับวิถีชีวิตเมืองสามหมอก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 จนถึงปัจจุบัน รวม 12 ครั้ง มีผลให้นักเรียนในจังหวัดแม่ฮ่องสอนสามารถพัฒนาโครงงานวิทยาศาสตร์และโครงงานคอมพิวเตอร์ที่ผ่านมาตรฐาน ได้รับรางวัล ในระดับชาติอย่างต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นทุกปี นับเป็นกรณีศึกษาที่ใช้เป็นแบบอย่างการศึกษาดูงาน และการถอดบทเรียนขยายผลไปสู่โรงเรียนในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีการสอนโปรแกรมการใช้งานที่นำไปประกอบอาชีพได้ เช่น การออกแบบกราฟิก การออกแบบเว็บไซต์ การออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ และมัลติมีเดียต่างๆ และยังนำไปสู่การจัดตั้ง บริษัทที่ให้บริการด้านระบบคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต การสื่อสารและมัลติมีเดียขึ้นในจังหวัดแม่ฮ่องสอน 3 บริษัท ก่อให้เกิดมูลค่างานประมาณ 2 ล้านบาท/ปี
2. ด้านการส่งเสริม พัฒนา ถ่ายทอด กระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แก่โรงเรียน พระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา
อาจารย์ผ่องพรรณ ได้สนองพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงให้พัฒนา ส่งเสริม ถ่ายทอดกระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แก่โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ผ่านโครงการส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ตามพระราชดำริฯ ในพื้นที่จังหวัดน่าน แพร่ พะเยา เชียงราย ลำปาง และศรีสะเกษ
เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2546 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยี่ยมโรงเรียนวัดบ่อหลวงวิทยาธรรม อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เปิดทำการสอนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 ทั้งสายธรรมวินัยควบคู่กับสายสามัญ ให้กับเยาวชนที่ขาดโอกาสและมีศรัทธาบวช เป็นสามเณร โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทำให้ทรงทราบว่าโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้เยาวชนกลุ่มดังกล่าวได้รับโอกาสในการศึกษา จึงมีพระราชดำริให้ดำเนินการ โครงการพัฒนาการศึกษาสามเณร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพื้นที่จังหวัดน่าน โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้
1) เพื่อให้โอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชน ในวิชาสามัญรวมทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2) เพื่อเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา
ทั้งนี้ พระองค์ทรงพิจารณาว่า หากสามเณรลาสิกขาบทจะมีพื้นฐานวิชาสามัญเพื่อศึกษาต่อหรือสามารถประกอบอาชีพได้ เป็นคนดีของสังคม หากไม่ลาสิกขาบท จะเป็นผู้สืบทอดศาสนทายาท สั่งสอนให้คนเป็นคนดีต่อไป
โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการปีการศึกษา 2547 โดยทรงรับไว้ในพระราชานุเคราะห์จำนวน 12 โรงเรียน ต่อมาในปีการศึกษา 2553 ทรงรับเพิ่ม 1 โรงเรียน และในปีการศึกษา 2554 ทรงรับเพิ่ม 2 โรงเรียน รวม 15 โรงเรียน
ในปี พ.ศ. 2550 ทรงรับโรงเรียนพุทธโกศัย จังหวัดแพร่ 1 โรงเรียน และในปี พ.ศ. 2551 ทรงรับกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม จังหวัดแพร่ เพิ่ม 6 โรงเรียน รวมเป็น 7 โรงเรียน รวมทั้งกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดเชียงราย จำนวน 21 โรงเรียน ในปี พ.ศ. 2553 ทรงรับกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดพะเยา จำนวน 9 โรงเรียน รวมทั้งสิ้นจำนวน 52 โรงเรียน
จนกระทั่งปี พ.ศ. 2554 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อนุมัติให้มีการจัดตั้งห้องเรียนสาขา ของโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ในจังหวัดน่านและจังหวัดเชียงรายให้เป็นโรงเรียนเอกเทศเพิ่มขึ้น ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2556 ทรงรับกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 9 โรงเรียน และเมื่อต้นปี พ.ศ. 2557 ทรงรับกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จังหวัดลำปาง จำนวน 8 โรงเรียน รวมมีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ในโครงการตามพระราชดำริฯ ทั้งสิ้นจำนวน 69 โรงเรียน ประกอบด้วยจังหวัดน่าน จำนวน 15 โรงเรียน จังหวัดแพร่ จำนวน 7 โรงเรียน จังหวัดเชียงราย จำนวน 21 โรงเรียน จังหวัดพะเยา จำนวน 9 โรงเรียน จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 9 โรงเรียน และจังหวัดลำปาง 8 โรงเรียน ด้วยเหตุนี้ อาจารย์ผ่องพรรณ ในฐานะผู้รับผิดชอบจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ โดยหน่วยบริการเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาชนบทจึงได้ดำเนินการ โครงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (Science in General Buddhist Schools under the Patronage of HRH Princess Maha Chakri Sirindhorn) โดยมีเป้าหมายเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ในพื้นที่ 6 จังหวัด คือ จังหวัดน่าน แพร่ เชียงราย พะเยา ลำปาง และศรีสะเกษ
3. ด้านการสร้างกลไกส่งเสริมโอกาสให้กับเด็กหญิงในพื้นที่ห่างไกลได้รับโอกาสทางการศึกษาและใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ดี (โครงการ “นักเรียนหญิงดรุณรักษ์”)
จากประสบการณ์ที่อาจารย์ผ่องพรรณได้ทำงานสนับสนุนกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม ทำให้อาจารย์ผ่องพรรณและผู้ร่วมงานพบว่า สังคมไทยมีกลไกให้เด็กชายที่ยากจนและขาดโอกาสสามารถบวชเป็นสามเณรและได้รับการศึกษา แต่ยังไม่มีกลไกให้เด็กหญิงที่ด้อยโอกาสหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมหรือ มีความเสี่ยง ได้รับโอกาสเช่นเดียวกับเด็กชาย
โครงการ “นักเรียนหญิงดรุณรักษ์” จึงเกิดขึ้น โดยขอพระราชทานพระราชานุเคราะห์จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สร้างที่พักของนักเรียนหญิง เริ่มดำเนินการที่โรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดช้างค้ำ สาขาปังค่า คัดเลือกนักเรียนหญิงที่ยากจนและมีสภาวะเสี่ยงมากจากครอบครัวหรือชุมชน โดยมีผู้ดูแลเป็นกลุ่มพระอาจารย์โรงเรียนพระปริยัติธรรม ในจังหวัดน่านขณะนั้น รวมทั้งหาแม่ชีและอาจารย์หญิงที่เป็นฆราวาสมาร่วมดูแลด้วย โดยไม่มีค่าตอบแทน นักเรียนหญิงดรุณรักษ์จบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ส่วนหนึ่งได้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษาด้วยทุนพระราชทาน หรือด้วยทุนของมหาวิทยาลัยเพื่อสนับสนุนนักเรียนที่ได้รับพระราชานุเคราะห์ ในจำนวนนี้มีนักเรียนกว่า 10 คน ศึกษาที่ มจธ. และปัจจุบันนักเรียนหญิง ดรุณรักษ์จำนวนหนึ่งเรียนจบปริญญาตรีแล้ว ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงและยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชน ด้อยโอกาสในรุ่นลูกและรุ่นต่อไปได้อย่างก้าวกระโดด
การเปลี่ยนแปลงเพื่อช่วยนักเรียนด้อยโอกาสและมีสภาวะเสี่ยง เริ่มจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ทรงอุปถัมภ์โรงเรียนพระปริยัติธรรมในจังหวัดน่านสำหรับเด็กผู้ชาย และโครงการนักเรียนหญิงดรุณรักษ์ กลุ่มพระอาจารย์และอาจารย์โรงเรียนพระปริยัติธรรม แม่ชี บุคคลที่มีจิตอาสาทำงานเพื่อสังคม โดยอาจารย์ผ่องพรรณ เอกอาวุธ เป็นแม่งานหลัก ทุ่มเทกำลังทำงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการศึกษาของสามเณรโรงเรียนพระปริยัติธรรม และนักเรียนหญิงดรุณรักษ์ เป็นแบบอย่างที่องค์กรอื่นๆ ในสังคมไทยสามารถนำไปขยายผลได้
4. ด้านการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาไทย อาจารย์ผ่องพรรณ สนับสนุนแนวคิดในการจัดทำและ ดำเนินโครงการสอนภาษาไทยแบบแจกลูก-สะกดคำ ให้กับนักเรียนและชาวบ้านซึ่งเป็นชนเผ่าปกาเกอะญอ บนพื้นที่สูง ซึ่งพูดภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง โดยมีทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียนต่ำกว่าคนในเมืองมาก ปิดโอกาสการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร และความรู้ที่เป็นภาษาไทย ทำให้เกิดการพัฒนาได้ยาก อาจารย์ผ่องพรรณจึงให้รวบรวมบทเรียนและเชิญชวนคณะครูอาวุโส ที่มีประสบการณ์สูง ถ่ายทอดวิธีสอนให้แก่ครูสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จากการสอนและติดตามอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นักเรียนและชาวบ้านสามารถอ่านออก เขียนได้ เข้าใจความหมาย และสื่อสารกันได้ ด้วยวิธีการเรียนรู้ภาษาไทยแบบแจกลูก-สะกดคำ ปัจจุบันมีนักเรียนและชาวบ้านชนเผ่า บนพื้นที่สูง ผู้ไม่รู้หนังสือกว่า 3,500 คน ได้รับการฝึกภาษาไทยด้วยวิธีแบบดังกล่าว
5. ด้านโภชนาการและสุขอนามัยสำหรับนักเรียน อาจารย์ผ่องพรรณเข้าใจดีว่า โรงเรียนในถิ่นทุรกันดารห่างไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบพักนอน มีงบประมาณค่าอาหารสำหรับนักเรียนจำกัด แม้จะมีโครงการอาหารกลางวันที่โรงเรียนผลิตอาหารเอง ตลอดจนได้รับพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพิ่มเติมแล้ว ก็ยังประสบปัญหาการขาดแคลนข้าวสารและอาหารสำหรับนักเรียน ทำให้นักเรียนมีภาวะทุพโภชนาการ การพัฒนาทางร่างกายและสติปัญญาด้อยลง สุขภาพไม่แข็งแรง ดังนั้น ด้วยการสนับสนุนของมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อาจารย์ผ่องพรรณ ได้ประสานงานกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อสนับสนุนโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ส่งผลให้นักเรียนบนพื้นที่สูง ห่างไกล ทุรกันดาร มีภาวะโภชนาการดีขึ้น ในด้านสุขอนามัย อาจารย์ผ่องพรรณ ได้ร่วมกับมูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และกรมอนามัย จัดทำแผนและกระบวนการสร้างเสริมสุขภาพที่ดี สำหรับโรงเรียนและสามเณร ในโรงเรียนพระปริยัติธรรมฯ ในภาคเหนือ 60 โรงเรียน
6. ด้านพลังงานเพื่อการศึกษา ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง (ศศช.) ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ศกร.ตชด.) และโรงเรียนสังกัด สพฐ. ในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงหรือในหุบเขานอกเขตระบบสายส่งไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้าสำหรับใช้กับอุปกรณ์สื่อการเรียนรู้ ระบบแสงสว่างสำหรับการเรียนการสอนในช่วงกลางคืน ระบบวิทยุสื่อสารไม่เพียงพอ พื้นที่ดังกล่าวมีฤดูฝนและฤดูหนาวยาวนานถึง 10 เดือน ทำให้ระบบผลิตไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ รับแสงแดดได้อย่างจำกัด อาจารย์ผ่องพรรณ ได้สนับสนุน และจัดการให้มีการพัฒนาระบบพลังงานสะอาดเพื่อการศึกษา จนมีพลังงานเพียงพอสำหรับระบบแสงสว่างเพื่อการเรียนการสอนภาษาไทยผู้ใหญ่ในช่วงกลางคืน รวมทั้งนักเรียนที่ต้องใช้แสงสว่างในการศึกษาหาความรู้ที่บ้านในยามค่ำคืน โดยพัฒนาระบบพลังงานจากปัจจัยร่วมที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพเพียงพอกับการใช้งานตามความจำเป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิตของชุมชน บนพื้นที่ไม่น้อยกว่า 6,000 คน
การสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้และการบริหารจัดการเพื่อโอกาสทางการศึกษาของเด็กที่ขาดโอกาส
นอกจากความทุ่มเทที่อาจารย์ผ่องพรรณทำงานเพื่อสนับสนุนการศึกษาของเด็กที่ขาดโอกาสในพื้นที่ห่างไกลแล้ว การผลักดันงานให้ประสบผลในทางปฏิบัติต้องใช้นวัตกรรมการบริหารจัดการที่ไม่สามารถใช้เครื่องมือหรือกลไกการบริหารจัดการตามทฤษฎีตะวันตกได้ การดำเนินงานต่อเนื่องมากว่า 15 ปี เริ่มต้นจากบริบทของโรงเรียนและชุมชนที่การเดินทางเข้าถึงลำบาก การติดต่อสื่อสารสมัยก่อนยังไม่เอื้อเท่าปัจจุบัน กรอบและแบบแผนความคิด (mind set) ของโรงเรียนและชุมชนยังไม่เข้าใจการศึกษาสมัยใหม่ อาจารย์ผ่องพรรณ เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญยิ่ง จากการทำงานแบบ “กัดไม่ปล่อย” และประสานงานทุกด้าน ขับเคลื่อนทรัพยากรทุกอย่างที่สามารถจะทำได้เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนของโรงเรียนพระปริยัติธรรมกว่า 60 โรงเรียน การพัฒนาสามเณร ครูพระ และครูฆราวาสกว่า 10,000 รูป/คน ในแต่ละปี
นวัตกรรมการบริหารจัดการเพื่อโอกาสทางการศึกษาที่อาจารย์ผ่องพรรณริเริ่ม ต้องวิเคราะห์ควบคู่ไปกับบริบทของโรงเรียนและชุมชนในขณะนั้นๆ ด้วย ในกรณีของกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม สามารถแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้
| บริบท | ระยะ 1 รวมกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม น่าน 12 โรงเรียน จากครูพระปริยัติธรรม ต้องเปลี่ยนเป็นผู้จัดการศึกษาทางโลกควบคู่ | ระยะ 2 โรงเรียนพระปริยัติธรรมเกือบทั้งหมดไม่ผ่านการประเมิน สมศ. การพัฒนาคุณภาพการสอน | ระยะ 3 – ปัจจุบัน ปัญหาเฉพาะของแต่ละโรงเรียน การขยายโรงเรียนพระปริยัติธรรมไปอีก 5 จังหวัด |
| โจทย์ | การพัฒนาครูพระให้เข้าใจการบริหารการศึกษาตาม พรบ.การศึกษา การพัฒนาครูพระเพื่อให้กลับมาสอนหนังสือและอบรมชาวบ้าน | โรงเรียนพระปริยัติธรรมทั้งหมดต้องผ่านการประเมิน สมศ. การพัฒนาครูพระให้เป็นผู้นำ การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา การสอนที่มีคุณภาพ | สุขอนามัยของกุฏิสามเณร (ที่เป็นชาวเขามาเรียนที่วัดในเมือง) การเรียนรู้สเต็มศึกษาการขยายกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรมในโครงการพระราชดำริ |
| นวัตกรรม เครื่องมือที่ใช้ | ติดตามและสนับสนุนพระผู้บริหารที่ได้รับทุนพระราชทานให้ศึกษาต่อในสาขาบริหารทั่วไปและบริหารการศึกษา | จัดกลไกประชุมกลุ่มพระผู้บริหารทุกโรงเรียน ประชุม ทุกเดือน เพื่อวิเคราะห์ปัญหา แลกเปลี่ยนหาทางออกร่วมกัน ถวายความรู้พระผู้บริหารและติดตามการประเมิน สมศ. ประสานงานสนับสนุนให้ครูพระเรียน ป.โท สิ่งแวดล้อม ของคณะวิทยาศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ | กลไกเชื่อมและหาหน่วยงาน ผู้มีจิตศรัทธา ร่วมทำกุศล ทำงานตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะ (ดูตาราง) ถวายความรู้และจัดอบรมปฏิบัติการสเต็มศึกษา ขยายผลกลุ่มจังหวัดอีก 5 กลุ่ม |
สรุปการดำเนินงานเพื่อตอบโจทย์เฉพาะของโรงเรียนพระปริยัติธรรม กลไกในการสนับสนุน และการประสานงานเพื่อให้เกิดการเกื้อหนุนจากหน่วยงานและบุคคล
| การดำเนินงาน | ผ่านกลไก | หน่วยงานเกื้อหนุน |
| ก. พัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการบริหารจัดการ | การประชุมกลุ่มผู้บริหารประจำเดือน การตรวจสอบและประเมินคุณภาพภายใน การประกันคุณภาพภายนอก สมศ. | ผู้บริหารโรงเรียน พระปริยัติธรรม, สมศ. |
| ข. พัฒนาด้านการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ / ครูวิทยาศาสตร์ | การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ คลินิกโครงงานวิทยาศาสตร์ ทุนพระราชทาน ป.โท วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม อบรมครูวิทยาศาสตร์ โรงเรียนท้องถิ่นฐานวิทยาศาสตร์ การอบรมเสต็มกับเศรษฐกิจพอเพียง และทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 | นักวิจัย/นักวิชาการ ไบโอเทคและ มหาวิทยาลัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. นักวิจัย / นักวิชาการ อ.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ (มอ.) |
| ค. การสอนภาษาไทย | อบรมครู | มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก/ สถาบันภาษาไทยสิรินธร / ค่ายพัฒนาการอ่านเขียนภาษาไทย / อ.ปรานี ปราบริปู |
| ง. ไอซีที | โรงเรียนนำร่องประยุกต์ไอซีที ชุมนุมคอมพิวเตอร์ ทุนปริญญาตรีด้านไอซีทีให้กับสามเณร | ไบโอเทค, เนคเทค สสวท. / มทร.น่าน |
| จ. ทำวิจัยในชั้นเรียน | อบรมการทำวิจัยในชั้นเรียน | ไบโอเทค |
| ฉ. ระบบห้องสมุดและส่งเสริมการอ่าน | อบรมบรรณารักษ์และสามเณรแกนนำ | สวทช. |
| ช. e-Learning | eDLTV | โครงการ ทสรช.* |
| ซ. Enrichment ให้สามเณร | ค่ายวิทยาศาสตร์ บ้านวิทย์สิรินธร | สวทช. |
| งานวิชาการสามเณรสัมพันธ์ | ไบโอเทค / กลุ่มโรงเรียน | |
| ฌ. ด้านสุขภาวะและสุขอนามัย | การปรับปรุงหอพักนอนสามเณร | มูลนิธิโรงพยาบาล สวนดอก จ.เชียงใหม่ |
* โครงการ ทสรช. : โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาของโรงเรียนในชนบท
จากความรู้และประสบการณ์ ความมุ่งมั่น อดทน การเป็นผู้เชื่อมประสาน ระดมสรรพกำลัง จากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และผู้มีจิตศรัทธา เพื่อให้การสนับสนุน และประการสำคัญ คือ การทุ่มเทพลังกาย พลังความคิด และเสียสละเวลา เพื่อเปลี่ยนทัศนคติ และวิธีการทำงานของกลุ่มเป้าหมายทั้งพระภิกษุ ฆราวาส ครู ให้เห็นแบบแผนวิธีทำงานสมัยใหม่ในการบุกเบิก ทดลอง พัฒนานวัตกรรมการจัดการการเรียนรู้ การจัดการทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ รวมทั้ง การเรียนรู้แบบบูรณาการจากฐานทรัพยากร ฐานชุมชน ที่มีความแตกต่าง ภายใต้บริบทเชิงเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม ชนเผ่าที่มีความจำเพาะและขีดจำกัดสูง ผ่านการจัดการกระบวนการและกลไกทั้งภายในและภายนอกพื้นที่ เพื่อตอบสนองต่อการพัฒนาการศึกษา การเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน การยกระดับทักษะและความสามารถของชุมชน จึงนับว่า นางสาวผ่องพรรณ เอกอาวุธ เป็นบุคคลตัวอย่างที่สมควรได้รับการยกย่องและสรรเสริญ สภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จึงมีมติให้ได้รับพระราชทานปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี เพื่อเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจต่อครอบครัวและวงศ์ตระกูลสืบไป