ทำเนียบปริญญากิตติมศักดิ์

นายสำรวย ผัดผล
สาขาวิชานวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี
นายสำรวย ผัดผล อายุ 55 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการทั่วไป จากวิทยาลัยครูอุตรดิตถ์ ระดับปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และกำลังศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาวิชาการใช้ที่ดินและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองจัง จังหวัดน่าน กรรมการมูลนิธิฮักเมืองน่าน ประธานสันนิบาตมูลนิธิแห่งประเทศไทย จังหวัดน่าน และประธานศูนย์การเรียนรู้โจ้โก้
นายสำรวย ผัดผล ได้ทุ่มเทประสบการณ์ แรงกาย แรงใจ และสติปัญญาตลอดชีวิตการทำงาน เพื่อพัฒนาแผ่นดินเกิดของตนเอง อย่างไรก็ตามประเด็นปัญหาชนบทเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีความสลับซับซ้อนทั้งในมิติเชิงอำนาจ เชิงเศรษฐกิจสังคม และเชิงวัฒนธรรม การจะขับเคลื่อนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้ไปในทิศทางของการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องบูรณาการความรู้หลากหลายสาขาวิชา ต้องมีการจัดการข้อมูลเพื่อนำไปสู่การวางแผนและการตัดสินใจร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญจะต้องสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ให้เกิดกับตัวของเกษตรกรและชุมชน ซึ่งจะเป็นกลไกและแรงขับเคลื่อนภายในพื้นที่เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณภาพ สามารถสร้างนวัตกรรมและประยุกต์เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์อย่างรู้เท่าทันและเกิดความยั่งยืน
ประสบการณ์การทำงานในบริบทปัญหาของเมืองน่าน มีดังนี้
ปี พ.ศ. 2500 จังหวัดน่านเคยเป็นพื้นที่ที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ต่อมารัฐบาลมีนโยบายให้สัมปทานป่าไม้กับภาคเอกชน และในช่วงเวลาเดียวกันเกิดปัญหาความขัดแย้งทางอุดมการณ์การเมือง พื้นที่จังหวัดน่านจึงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) มีศูนย์บัญชาการหลักอยู่ที่ภูผายาก (ภูพยัฆค์ในปัจจุบัน) ด้านฝั่งประเทศลาวเกิดสงครามภายในประเทศอย่างรุนแรง ทำให้เกิดการอพยพนับหมื่นคนของชาวเขาเผ่าม้งและเผ่าเมี่ยน (เย้า) เข้ามาลี้ภัยในเขตพื้นที่จังหวัดน่าน รัฐบาลไทยในสมัยนั้นได้ให้ผู้อพยพชาวลาว ตั้งถิ่นฐานบนพื้นที่สูงในจังหวัดน่าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อเป็นกลุ่มกันชนกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย การตั้งถิ่นฐานของผู้อพยพจำนวนมากทำให้เกิดการทำลายป่าแบบปูพรมเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ไม้ฟืน
ปี พ.ศ. 2525 เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยยุติการเคลื่อนไหวในพื้นที่ รัฐบาลมีนโยบายส่ง ผู้อพยพชาวลาวกลับมาตุภูมิ โดย นายสำรวย ผัดผล ภายหลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ได้ร่วมเป็นอาสาสมัครในคณะของรัฐบาลไทย ซึ่งมี พล.โท สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นผู้บัญชาการขณะนั้น ในการอพยพดังกล่าว มีผู้ตกค้างจำนวนหนึ่งอยู่ในฝั่งประเทศไทยเนื่องจากปัญหาการพิสูจน์สัญชาติ ทำให้เกิดการตั้งถิ่นฐานของชุมชนใหม่ ที่บ้านห่างทางหลวง บ้านสบกอก ตำบลภูฟ้า หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจของรัฐบาลยังคงสมัครเข้าร่วมงานด้านการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาชีวิตตามชุมชนชนบทเมืองน่าน โดยเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้อพยพบ้านน้ำยาวและ ผู้ประสานงานโครงการพัฒนาไทยพายัพ สนับสนุนโดยมูลนิธิ The Ockenden Venture ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปี พ.ศ. 2530 รัฐบาลส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจผ่านการทำเกษตรเชิงเดี่ยว เกิดโครงการ “น่านเขียวขจี” โดยผู้ว่าราชการจังหวัดน่านในขณะนั้น ส่งเสริมการปลูกไม้ยูคา ในกลุ่มประชาคมจังหวัดน่าน เริ่มเกิดกระบวนการชุมชนที่ลุกขึ้นปกป้องรักษาป่าไม้ มีกลุ่มสำคัญ เช่น กลุ่มบ้านหลวงหวงป่า กลุ่มอนุรักษ์น้ำน่าน บ้านดอนแก้ว และ ที่สำคัญบทบาทของพระสงฆ์กับการอนุรักษ์ป่าไม้ โดยการนำของพระครูพิทักษ์นันทคุณ ซึ่ง นายสำรวย ผัดผล ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิด เกิดกระบวนการขับเคลื่อนทางวัฒนธรรมที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาผ่านพิธีกรรมทางพุทธศาสนา เช่น พิธีบวชป่า และสืบชะตาแม่น้ำ ทำให้ชาวบ้านเกิดความตระหนัก เกิดพลังขับเคลื่อนในการปกป้องและจัดการทรัพยากรท้องถิ่น อนุรักษ์ฟื้นฟูป่า และพัฒนาคุณภาพชีวิต มีรูปธรรมของกระบวนการชุมชนเพื่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่สำคัญและเป็นต้นแบบของการทำงานในเวลาต่อมา อาทิ การบวชป่า การฟื้นฟูป่าบ้านกิ่วม่วง การฟื้นฟูป่าขุนน้ำพงษ์ ต้นน้ำมวบ
ปี พ.ศ. 2535 นายสำรวย ผัดผล เป็นกำลังสำคัญฝ่ายฆราวาสร่วมกับพระครูพิทักษ์นันทคุณ ทำกิจกรรม “ฮักแม่น้ำน่าน” โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพันธุ์พืช มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร และมูลนิธิหมู่บ้าน เป็นกิจกรรมการรณรงค์เพื่อให้คนเมืองน่านตระหนักถึงปัญหาความเสื่อมโทรมของคุณภาพน้ำในลำน้ำน่าน ระดมอาสาสมัครนักศึกษาและชาวบ้านลงพื้นที่สำรวจคุณภาพน้ำตลอดลำน้ำน่าน เก็บข้อมูลใน 5 มิติ ได้แก่ ข้อมูลป่าไม้ ปัญหาปฏิกูลของเสีย ความเปลี่ยนแปลงของสายน้ำ อาชีพ และวัฒนธรรมของชุมชนบริเวณริมน้ำ นำข้อมูลที่ได้ มาจัดแสดง รณรงค์ และสร้างความตระหนักให้กับชุมชน เจ้าหน้าที่รัฐ ให้ตระหนักถึงมลภาวะในสายน้ำน่าน การจัดงานใช้กุศโลบายทางวัฒนธรรมล้านนา จัด “พิธีสืบชะตาหลวงแม่น้ำน่าน” สร้างสำนึกอนุรักษ์ฟื้นฟูลำน้ำ เกิดการอนุรักษ์ฟื้นฟูคืนชีวิตลำน้ำน่าน โดยความร่วมมือของภาครัฐ ชุมชน และประชาคม นอกเหนือจากความสำเร็จในการอนุรักษ์ฟื้นฟูลำน้ำแล้ว กระบวนการในการทำงานเครือข่ายอย่างเข้มข้นนำไปสู่การจัดตั้ง “มูลนิธิฮักเมืองน่าน” ในลำดับต่อมา
เครือข่ายชุมชนภายใต้การประสานงานของกลุ่มประชาคมฮักเมืองน่านเข้มแข็งขึ้นตามลำดับ นายสำรวย ผัดผล เป็นหัวแรงสำคัญในการประสานเครือข่าย ปรึกษากับผู้ใหญ่ในเมืองน่านและผู้ชำนาญการในเมืองหลวง ออกแบบจัดตั้งองค์กรที่มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และสอดคล้องกับสภาพสังคมท้องถิ่นของเมืองน่าน โดยมีเครือข่ายอนุรักษ์บวชป่า วังปลาจากการสืบชะตาแม่น้ำ กลุ่มเกษตรกรรมยั่งยืน กลุ่มออมทรัพย์ งานเยาวชนที่เริ่มก่อตัวเป็นเครือข่ายการขับเคลื่อน โดยมูลนิธิฮักเมืองน่านจดทะเบียนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2541 มีพระครูพิทักษ์นันทคุณ เป็นประธานมูลนิธิคนแรก และต่อมาปรับเปลี่ยนเป็น นายสำรวย ผัดผล เป็นประธานมูลนิธิฯ ตั้งแต่ พ.ศ. 2548 – 2561 โดยมีอุดมคติและคุณค่าของมูลนิธิกำหนดว่า “คนอยู่กับป่า ปลาอยู่กับน้ำ พันธุ์พืชอยู่ในมือเกษตรกร”
มูลนิธิฮักเมืองน่านได้ขยายขอบเขตจนเกิดกิจกรรมที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนท้องถิ่นมากมาย ได้แก่ เครือข่ายออมทรัพย์ เครือข่ายสถาบันการเงินองค์กรชุมชน และสวัสดิการชุมชน เครือข่ายป่าชุมชน เครือข่ายลุ่มน้ำ เครือข่ายสภาสามัคคีสงฆ์น่าน เครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน เครือข่ายศูนย์เรียนรู้ เครือข่ายภูมิปัญญาพื้นบ้าน เครือข่ายเยาวชน เครือข่ายผู้สูงอายุ เครือข่ายครอบครัวเข้มแข็ง เครือข่ายชุมชนเมือง เครือข่ายวิทยุชุมชน จัดเป็นเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนที่มีบทบาทเข้มแข็งมากในการพัฒนาชุมชนภาคเหนือ
ความหลากหลายทางพันธุกรรมท้องถิ่นเพื่อความมั่นคงทางอาหาร
นายสำรวย ผัดผล มีความสนใจและความถนัดในเรื่องเกษตรกรรม ได้ทุ่มเทให้กับงานศึกษาและรวบรวมเมล็ดพันธุ์พืชท้องถิ่น เก็บรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมพื้นถิ่นไม่ให้สูญหาย ค้นคว้าและรวบรวมพันธุ์ข้าวพื้นเมือง ทั้งข้าวเหนียว ข้าวจ้าว เมล็ดผักพื้นบ้าน เพื่อให้มีจำนวนเพียงพอต่อการเพาะปลูกของชาวนา และการผลิตข้าวเพื่อเลี้ยงครอบครัว รวมทั้งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคข้าวทั้งในเมืองและชนบท การให้ความสำคัญกับการศึกษาและรวบรวมพันธุกรรมท้องถิ่นไม่ได้เกิดจากความสนใจส่วนตัวเพียงอย่างเดียว นายสำรวย ตระหนักถึงประเด็นการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ต้องการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ในการพึ่งพาตนเอง ไม่ให้ตกอยู่ในวิถีของทุนผูกขาดเมล็ดพันธุ์ทั้งในประเทศและทุนข้ามชาติ
ปี พ.ศ. 2536 นายสำรวย ผัดผล ร่วมมือกับชาวนาอาวุโสจัดตั้งชมรมอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นบ้านจังหวัดน่าน โดยรวบรวมพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่รสชาติดีและให้ผลิตผลมาก พร้อมกับจูงใจให้คนรุ่นใหม่ในชนบทนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการเกษตรแนวใหม่ มาประสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อคัดเลือกพัฒนาและขยายพันธุ์ข้าวและพืชผักพื้นเมืองให้มีความหลากหลาย และในปีเดียวกันนั้น นายสำรวย ผัดผล ได้ก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้โจ้โก้ (ภาษาพื้นเมืองแปลว่าเนินที่สูง) เพื่อศึกษางานด้านการอนุรักษ์ พัฒนาและใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมพืช จำพวกข้าว และผัก ซึ่งเป็นพืชอาหารที่สำคัญในท้องถิ่น จากการสำรวจของศูนย์โจ้โก้ในปี พ.ศ. 2536 พบว่า ในท้องถิ่นเมืองน่าน มีพันธุ์ข้าว 316 สายพันธุ์ และมีความหลากหลายทางสายพันธุ์ของพืชผักอีกมากมาย เช่น พริกมี 56 พันธุ์ ฟักทอง 35 พันธุ์ มะเขือ 76 พันธุ์ ถั่ว 36 พันธุ์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม พันธุ์พืชพื้นบ้านกำลังสูญหาย ด้วยแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในทศวรรษที่ผ่านมา มีการนำพันธุ์ปรับปรุงมาแทนพันธุ์พืชพื้นเมือง ทำให้ชาวนาต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ถูกทำให้เป็นหมันจากบริษัทขายเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่ เมื่อนำไปขยายพันธุ์ต่อจะทำให้ได้ผลผลิตน้อย ต้องใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งผลผลิต ชาวนาต้องกู้หนี้ยืมสิน ต้นทุนการเกษตรสูงขึ้น เกษตรกรรมแผนใหม่ยังทำลายสภาพแวดล้อม เกิดผลเสียต่อสุขภาพ ทางกายและจิตใจของชาวนา และผู้บริโภคข้าวทั่วทั้งสังคม ที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้น เกษตรกรถูกเปลี่ยนสถานะจากผู้สามารถคิดและพัฒนาองค์ความรู้ทางการเกษตร เป็นผู้รับและสนองตอบเทคโนโลยีที่เอื้อประโยชน์ให้แก่เจ้าของทุน
ปี พ.ศ. 2543 ชมรมอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นบ้านจังหวัดน่าน นายสำรวย ผัดผล เป็นผู้ริเริ่มผลักดันกระบวนการ “โรงเรียนชาวนา” โดยชักชวนชาวนาและสมาชิกในครอบครัวมาเป็นอาสาสมัครรักษาพันธุ์ข้าว ประสานงานและ ขอความรู้จากองค์กรอาหารโลก (Food and Agriculture Organization – FAO) โดยกระบวนการโรงเรียนชาวนาทำให้เกิดกลุ่มชาวบ้านที่ทำการค้นคว้า ทดลอง ปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ เปลี่ยนความรู้ภูมิปัญญาชาวนาที่มีการศึกษาน้อย มาเป็น “ชาวนานักปรับปรุงพันธุ์” (Farmer Breeders) ทั้งยังร่วมกับกลุ่มชาวนาคิดค้นวิธีการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ การเพาะ และพัฒนาเมล็ดพันธุ์อีกด้วย โดยเฉพาะการปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวโดยคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่ทนโรค ทนแล้ง แต่ให้ผลผลิตน้อย มาผสมกับพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตมาก แต่ไม่ทนแล้ง ไม่ทนน้ำท่วม ทำให้เกิดเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมของท้องถิ่นเมืองน่าน ลดการพึ่งพาและไม่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทขายเมล็ดพันธุ์ต่างถิ่น
การพัฒนาท้องถิ่นด้วยฐานการวิจัย
ปี พ.ศ. 2540 ประเทศไทยเผชิญวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจล้มละลาย เกิดภาวการณ์ตกงานและย้ายกลับบ้านเกิด รัฐบาลจำเป็นต้องขอกู้เงินจากธนาคารโลก เงินกู้ส่วนหนึ่งถูกจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (Social Investment Fund – SIF) เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนรากหญ้า มูลนิธิฮักเมืองน่านทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับเครือข่ายชุมชน เป็นเสมือนเลขานุการกลั่นกรองโครงการ โดยที่มูลนิธิฯ ไม่ยื่นขอรับการสนับสนุนจากโครงการ ยกเว้นเครือข่ายของฮักเมืองน่านในท้องถิ่นที่เสนอขอรับการสนับสนุนได้ นายสำรวยเป็นผู้นำหลักของมูลนิธิฯ ที่ช่วยเป็นพี่เลี้ยง ให้กำลังใจ ให้ชุมชนชาวบ้านทำข้อเสนอโครงการเสนอขอรับทุน รวมถึงผลักดันโครงการ ติดตามและประเมินผล ทำให้เกิดกลุ่มเครือข่ายจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนเครือข่ายฮักเมืองน่าน กลุ่มยุวเกษตร กลุ่มสมุนไพร กลุ่มภูมิปัญญาชาวบ้าน รวมถึงการสนับสนุนกลุ่มพ่อบ้านแม่บ้านวัยทำงาน ให้สามารถเข้าถึงกองทุนชุมชนได้ เกิดเป็นกลุ่มออมทรัพย์กระจายตัวอยู่ในหลายๆ หมู่บ้าน และหลายๆ โครงการช่วยทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งและเกิดการพัฒนาที่มั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน
นายสำรวย ผัดผล เป็นหนึ่งในคณะผู้วิจัยในโครงการการจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำน่าน สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนส่งเสริมการวิจัย (สกว.) โดยรับผิดชอบงานวิจัยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างข้อมูลความรู้และกลไกความร่วมมือเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันในการฟื้นฟูรักษาป่าต้นน้ำและการจัดการที่ดินจังหวัดน่าน ดำเนินการในพื้นที่ 15 ตำบล เพื่อให้ได้กลไกและข้อมูล คณะวิจัยประกอบด้วย รศ. ดร. ชฎา ณรงค์ฤทธิ์ รศ. ดร. สมบัติ ชื่นชูกลิ่น มหาวิทยาลัยนเรศวร และ รศ. ดร. สุจริต คูณธนกุลวงศ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลการวิจัยทำให้ทราบการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินของพื้นที่ลุ่มน้ำน่านระหว่างปี 2546 และ 2549 เข้าใจสภาพปริมาณน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำน่าน รวมถึงบทบาทของลุ่มน้ำน่านต่อการใช้น้ำของภาคกลาง ผลการศึกษาทำให้เกิดข้อเสนอในการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ตลอดพื้นที่ของลุ่มน้ำน่าน
นายสำรวย ผัดผล ไม่ได้เป็นนักวิชาการหรืออาจารย์ในสถาบันการศึกษา เป็นเพียงชาวบ้านและเป็น ผู้ขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความสามารถด้านการวิจัยเป็นอย่างมาก โครงการวิจัย เกือบทั้งหมด เป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติการพื้นที่ (Action Research) ให้ความสำคัญกับกระบวนการการมีส่วนร่วม ของชุมชน (Participatory Action Research) และมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเชิงประเด็นที่สอดคล้องกับโจทย์ปัญหาท้องถิ่นหรือเป็นปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ของการพัฒนาพื้นที่ ด้วยกระบวนการทำงานวิจัยในลักษณะนี้ ผลงานวิจัยจึงเป็นกลไกในการให้ได้มาซึ่งข้อมูล การสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เกิดความตระหนัก รวมถึงการปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ในการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมชุมชน อีกทั้งยังเป็นการบูรณาการการขับเคลื่อนการทำงานในประเด็นปัญหาเชิงสังคมในมิติต่างๆ ด้วยความตระหนักและการเกื้อหนุนเกื้อกูลกันของทุกฝ่าย ซึ่งนำไปสู่ประเด็นนโยบายสาธารณะ
ตัวอย่างงานวิจัยของนายสำรวย ผัดผล และคณะ และภาคีเครือข่ายวิชาการ เช่น
1. นิคม ดีพอ, สำรวย ผัดผล, สุทธิพงษ์ วสุโสภาพล และถนัด ไบยา, 2543, องค์กรทางสังคมและพัฒนาการความเป็นประชาคมตำบล กรณีศึกษา : ตำบลเมืองจัง กิ่งอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน, สนับสนุนโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ศึกษาพัฒนาการ บทบาท และศักยภาพของกลุ่มองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ตำบลเมืองจัง
2. สำรวย ผัดผล และคณะ, 2543, การศึกษาขบวนการทางสังคมแนวใหม่ : กรณีศึกษาเครือข่ายฮักเมืองน่าน สนับสนุนโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
3. สำรวย ผัดผล และบานจิตร สายรอคำ, 2545, โครงการพัฒนาศักยภาพ ศูนย์ศึกษาดูงานด้านเศรษฐกิจพอเพียง และประชาสังคม, สนับสนุนโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
4. ชูศักดิ์ วิทยาภัค, สำรวย ผัดผล และรณยุทธ ศรีน้อย, 2546, โครงการวิจัยประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อการเข้าถึงทรัพยากรของคนเมืองน่าน
5. สำรวย ผัดผล และคณะ, 2548, การวิจัยเพื่อพัฒนาประชาคมด้านเด็กและการประเมินสถานการณ์และกระบวนการการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนของจังหวัดน่าน, สนับสนุนโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
6. สำรวย ผัดผล และคณะ, 2548, การวิจัยเพื่อประเมินสถานการณ์ปัญหาเด็กและเยาวชน และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนจังหวัดน่าน, สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
7. สายบัว เข็มเพ็ชร และสำรวย ผัดผล, 2557, โครงการพัฒนาฐานข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการจัดทำแผนชุมชนสำหรับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ จังหวัดน่าน, สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ศึกษาและทำแผนที่ที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดินจากพื้นที่ป่าไม้ระหว่างปี 2530 – 2556 การทำวิจัยเน้นการมีส่วนร่วมของพื้นที่นำร่องศึกษาทั้ง 15 ตำบล ซึ่งสามารถนำข้อมูลวิจัย ที่ได้จากการศึกษานี้นำไปสู่การวางแผนปฏิบัติการ รวมไปถึงการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นว่าด้วยการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชน
8. สำรวย ผัดผล และคณะ, 2558, การสร้างข้อมูลความรู้และกลไกความร่วมมือเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันในการฟื้นฟูรักษาป่าต้นน้ำและการจัดการที่ดินจังหวัดน่าน สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ใช้กระบวนการ dialogue เพื่อสร้างคณะทำงานขับเคลื่อนเชิงประเด็น เป็น Action Research ที่นำไปสู่การสร้างข้อมูลความรู้ รวมถึงความร่วมมือที่เกิดการปรับความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและองค์กรชุมชน เพื่อลดอุปสรรคปัญหาในเชิงกลไกและเชิงโครงสร้างราชการ รวมกันปฏิบัติการแก้ปัญหาชุมชน
การบริหารจัดการเชิงนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร
ปัจจุบัน นายสำรวย ผัดผล ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองจัง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ได้ประสานบูรณาการภาคส่วนต่างๆ ทั้งการใช้กลไกภาครัฐ การสนับสนุนจากภาคเอกชน และสถาบันวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาอาชีพ คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่รับผิดชอบ เช่น นโยบายการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพเป็นนโยบายหนึ่งที่นายสำรวย ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดประโยชน์กับเกษตรกรในพื้นที่มากที่สุด โดยรื้อฟื้นการบริหารจัดการน้ำด้วยระบบเหมืองฝายในอดีต ทำการขุดระบบลำเหมือง เชื่อมน้ำจากอ่างเก็บน้ำจำและอ่างห้วยวะเพื่อส่งน้ำไปเสริมยังสระป่าตึง เป็นการสร้างระบบการบริหารจัดการน้ำระดับชุมชน โดยประชุมปรึกษาหารือร่วมกับผู้ใช้น้ำในพื้นที่ มีผู้ได้รับผลประโยชน์ 624 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตร 721 ไร่ ในปี 2559 นับเป็นปีแรกที่มีน้ำเหลือเพียงพอสำหรับการปลูกพืชหลังทำนา มีผู้ปลูกพืชจำนวน 30 ราย บนพื้นที่ 86 ไร่
นวัตกรรมการบริหารจัดการน้ำของนายสำรวย นำไปสู่การริเริ่ม “โครงการนาแลกป่า” ในเวลาต่อมา โดย นายสำรวย ในบทบาทของนายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ได้พูดคุยทำข้อตกลงกับชาวบ้านที่เข้าถึงการจัดสรรน้ำ ให้ปรับวิถีการผลิต จากเดิม การผลิตพืชเชิงเดี่ยวและข้าวโพด เป็น การปลูกพืชหรือทำอาชีพที่ใช้พื้นที่น้อยลง แต่ให้มูลค่าสูงขึ้น และขอให้ชาวบ้านคืนพื้นที่ป่ากลับคืน โดย อบต. เป็นผู้ประสานและสนับสนุนน้ำหรือทรัพยากรการผลิตให้เกษตรกรทำกินในพื้นที่ 1 ไร่ และขอคืนพื้นที่เพื่อให้ฟื้นฟูกลับมาเป็นป่า 3 ไร่
นอกจากนั้น ยังริเริ่มการบริหารจัดการน้ำด้วยวิธีการ “กาลักน้ำ” ใน 3 พื้นที่ ได้แก่ บ้านเมืองจังเหนือ หมู่ 5 บ้านราษฎร์สามัคคี หมู่ 8 และบ้านใหม่สามัคคี หมู่ 9 ในการดำเนินงานได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน จากการทำกาลักน้ำทำให้ได้บ่อพวง 1 จุด ถังเก็บน้ำ 10 จุด ระบบท่อส่งน้ำ 8 กิโลเมตร มีผู้ปลูกพืชหลังทำนา 25 ราย บนพื้นที่ 77 ไร่ สร้างรายได้เพิ่มขึ้น 20,000 บาทต่อฤดูการผลิต เกิดการปรับเปลี่ยนอาชีพ สร้างรายได้ เพิ่มคุณภาพผลผลิต จากเดิม 1,500 กิโลกรัม/ไร่ เป็น 1,800 กิโลกรัม/ไร่ รวมทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มและทดลองนวัตกรรมในการบริหารจัดการน้ำใหม่ๆ เช่น ทดลองโครงการธนาคารน้ำใต้ดิน (Ground-water Banking Study) โดยการขุดร่องน้ำให้ลึกถึงชั้นหินอุ้มน้ำให้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำใต้ดิน และนำมาใช้ในหน้าแล้ง
การทุ่มเททำงานให้กับพี่น้องชุมชนในพื้นที่ตำบลเมืองจัง จังหวัดน่าน ทำให้ในปี 2561 นายสำรวย ผัดผล ได้รับเกียรติบัตรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลคะแนนประเมินสูงสุดด้านธรรมาภิบาล ของการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Local Performance Assessment : LPA) และได้รับประกาศเกียรติคุณองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองจัง เป็นสุดยอดชุมชนท้องถิ่น เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่
คนรุ่นใหม่กับการวิจัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น
ด้านการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้กลับไปพัฒนาบ้านเกิด นายสำรวย ผัดผล ประธานศูนย์การเรียนรู้โจ้โก้ ร่วมกับคณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดน่านเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท หลักสูตรการจัดการทรัพยากรชีวภาพ (Natural Resources Management -NRM) โดยในปีการศึกษา 2561 มีผู้สนใจเข้าศึกษาจำนวน 4 คน ซึ่งจะช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถสร้างกระบวนการวิจัยและบูรณาการความรู้เชิงสหสาขาวิชา ทั้งในมิติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคม และวัฒนธรรม สร้างความรู้ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรชีวภาพและการพัฒนาชุมชน เพื่อนำกลับไปพัฒนาบ้านเกิดต่อไป
ปี พ.ศ. 2561 คนหนุ่มสาวและเครือข่ายชุมชนของมูลนิธิโจ้โก้ได้ร่วมทำวิจัยกับนักวิชาการของ มจธ. เพื่อสำรวจความหลากหลายของพันธุ์พืชท้องถิ่น ได้แก่ โครงการรวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์ไผ่ในพื้นที่จังหวัดน่าน และโครงการรวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์ฟักทองในพื้นที่จังหวัดน่าน สนับสนุนโดยสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน)
นอกจากนั้น นายสำรวย ยังได้สนับสนุนการเรียนรู้ “ห้องปฏิบัติการทางสังคม (Social Lab)” เพื่อพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่และนักศึกษาของ มจธ. เป็นพื้นที่เรียนรู้และดูงานพนักงานใหม่ (โครงการ NAS และ โครงการ On-Boarding) โดยให้เกียรติเป็นวิทยากร จัดกระบวนการเรียนรู้ และเป็นผู้นำในการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับชาวบ้าน เพื่อให้บุคลากรของ มจธ. เข้าใจมิติการพัฒนาชนบทและปริบทที่เป็นจริงของสังคมไทย
การบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม
นายสำรวย ผัดผล ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน รวบรวมข้อมูล ความรู้ ภูมิปัญญาของชุมชน เพื่อให้เกิดความเป็นเจ้าของ และตระหนักถึงประเด็นปัญหา ในมิติต่างๆ ให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลความรู้ภูมิปัญญา (Tacit Knowledge) ไปเชื่อมโยงบูรณาการกับการวิจัยและความรู้สมัยใหม่ (Explicit Knowledge) งานวิชาการที่ นายสำรวย ชุมชน และประชาคมในเมืองน่านมีส่วนร่วม ในการสร้างความรู้ จึงไม่ได้เป็นเพียงความรู้ในเชิงบันทึกและรายงาน แต่เป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน สร้างแรงขับเคลื่อนและพลังการเปลี่ยนแปลงในสังคมจากคนฐานล่าง เกิดการประยุกต์ความรู้เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับสภาพจริงของสังคม และที่สำคัญหลายๆ โครงการได้สร้างนวัตกรรมใหม่ซึ่งผสมผสาน ภูมิปัญญากับเทคโนโลยี เกิดการถ่ายทอดและนำไปต่อยอดเพื่อการพัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของคนเมืองน่าน นอกจากนี้ นายสำรวย ยังให้ความสำคัญกับการสร้างกระบวนการเรียนรู้และการสร้างศรัทธาร่วมกันของทุกๆ ฝ่ายที่ทำงานเพื่อประโยชน์ของชุมชน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การปรับเปลี่ยนและสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันวิชาการ เกิดความเคารพ ศรัทธา หนุนเสริมเกื้อกูล เพื่อนำความรู้และความสร้างสรรค์ไปพัฒนาท้องถิ่นให้เป็นที่ประจักษ์อย่างแท้จริง
จากผลงานและประสบการณ์ ความมุ่งมั่น อดทน เสียสละ และด้วยวิสัยทัศน์อันยาวไกลในการทำประโยชน์เพื่อชุมชน และสังคม สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงการอนุรักษ์รักษาวัฒนธรรมท้องถิ่น และฟื้นฟูระบบนิเวศน์ผ่านการจัดการและการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ นายสำรวย ผัดผล จึงนับเป็นบุคคลตัวอย่างที่สมควรได้รับการยกย่องและสรรเสริญให้ปรากฏ สภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จึงมีมติให้ได้รับพระราชทานปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชานวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี เพื่อเป็นเกียรติสืบไป